Tuesday, 31 January 2023
"Power by Google Translate"
logo

บทไตร่ตรองการรณรงค์สหพันธ์

ส่งเสริมชุมชนแห่งการเอาใจใส่ดูแลระบบนิเวศองค์รวมและความรักอันเป็นสากล

การไตร่ตรองเชิงเทววิทยาและการอภิบาลสำหรับการรณรงค์ของสหพันธ์คาริตัสสากล (Caritas Internationalis) ตามสมณสาส์น “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” (Laudato Si) และ “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (Fratelli Tutti)

1. บทนำ (Introduction)

การน้อมรับพระสมณสาส์น “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” (Laudato Si) และ “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (Fratelli Tutti) ขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เรียกร้องคำมั่นสัญญาที่แน่วแน่ของคริสตชนคาทอลิก และบรรดาพี่น้องหญิงและชายทั้งหลายผู้มีน้ำใจดี ในการลงมือปฏิบัติอย่างทันทีและยื่นมือให้ความช่วยเหลือเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยาและสังคมซึ่งบ่งบอกถึงสถานภาพของโลกที่เราอาศัยอยู่

องค์กรสมาชิกของสหพันธ์คาริตัสสากล (Caritas Internationalis Member Organizations) ได้ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันดำเนินการรณรงค์ในระดับโลกครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และเรียกร้องให้มีการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังถึงในระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างชุมชนที่ร่วมเอาใจใส่ดูแลโลกของเราให้มีจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยและทำงานหาเลี้ยงชีพ ทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนเหล่านี้ได้ดำเนินการโดยประสานสัมพันธ์กับกลุ่ม/องค์กร/ชมรม/หน่วยงานต่างๆ ของพระศาสนจักร และร่วมมือกับกลุ่มผู้มีความเชื่ออื่น ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม และอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศองค์รวมและภราดรภาพสากล

ในฐานะคริสตชนผู้มีความเชื่อ เรารู้ว่าความศรัทธาที่ปราศจากการกระทำนั้นไร้ชีวิต (เทียบ ยากอบ2) พระเจ้าของเราเป็นผู้สร้างสวรรค์ โลก และสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้น สรรพสิ่งทั้งมวลที่พระองค์ทรงสร้างนั้นดี พระองค์ทรงสร้างเราตามภาพลักษณ์ของพระองค์และมอบหมายให้เราดูแลสิ่งสร้างทั้งปวงของพระองค์ ทำให้เราต้องรับผิดชอบในการปกปักรักษาอนาคตของ“บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน” …ทุกวันนี้ เราถูกเรียกให้ได้ยิน“เสียงร้องของแผ่นดินและเสียงร้องของคนจน”มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน และให้ยินดีที่จะสัมผัสประสบการณ์เพื่อจะได้เข้าใจสถานการณ์ของชุมชนและสังคมของเราให้ดีขึ้น และให้การเอาใจใส่ดูแลทั้งภราดรภาพ และความหวัง เริ่มต้นด้วยผู้คนที่ทนทุกข์ในพระนามของพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง และเดินตามรอยพระบาทของพระเยซูคริสต์ พระเชษฐา และพระผู้ช่วยให้รอดของเรา

ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้มีพระดำรัสไว้ว่า ความท้าทายที่อยู่ต่อหน้าเรานั้นยิ่งใหญ่และกอปรด้วยการนำครอบครัวมนุษยชาติทั้งหมดมารวมกัน เพื่อแสวงหาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นองค์รวม เพราะเรารู้ว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (LS 13) การรณรงค์นี้เป็นการเรียกร้องให้เราเอาใจใส่กับ”การฟัง”ของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่า ให้มีความละเอียดอ่อน สร้างสรรค์ และเปิดกว้างเพื่อจะได้มอบให้แก่บุคคลหรือสรรพชีวิตในสิ่งที่เรามี อันได้แก่ ความรู้ ศรัทธา และความหวังของเรา ทั้งเพื่อที่จะดำเนินการทั้งในระดับปัจเจกและการดำเนินการด้วยความร่วมมือกันเพื่อความดีส่วนรวม (common good)

2. การสนับสนุนทางเทววิทยา (Theological Underpinnings)

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงมีพระดำรัสถึงประเด็นความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และนิเวศสิ่งแวดล้อม ทรงเรียกร้องให้มีการตอบสนองด้วยความรับผิดชอบของมนุษย์และตามความเชื่อคาทอลิก และอธิบายรากฐานทางเทววิทยาสำหรับแนวทางของพระองค์ (อ้างอิงบทที่ 2 ของพระสมณสาส์น “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” LS)  สิ่งสร้างเป็นของขวัญจากพระเจ้า ปรากฏอยู่ในเทววิทยาของคริสตศาสนาที่สืบทอดมาจากรากฐานของศาสนายิวตามที่พบในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เรื่องราวการทรงสร้างทั้งสองในหนังสือปฐมกาลแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งมวล พระเจ้าทรงสร้างจากความดีของพระองค์เอง ข้อความในหนังสือปฐมกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองบทแรก เรียกให้มนุษย์ชายและหญิงให้กำเนิดบุตร ซึ่งหมายถึงสืบทอดการทรงสร้างของพระเจ้าต่อไป ทั้งยังปกป้องสวนและชีวิตภายในนั้นด้วย เพื่อสร้างสรรค์พร้อมกับปกปักรักษาด้วย มิใช่การผลิตสรรค์สร้างแต่อย่างเดียวโดยไม่มีการปกปักรักษา!

หนังสือบทสดุดีและหนังสือปรีชาญาณยังพรรณนาถึงการทรงสร้างโดยร่วมสรรเสริญพระเจ้าองค์พระผู้สร้างและเรียกร้องมนุษย์ให้มีทัศนคติที่มีความยำเกรงและพิศวงในฤทธิ์อำนาจและความดีงามของพระเจ้า

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเริ่มต้นพระสมณสาส์นขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยอ้างถึงนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ผู้ที่พระองค์ทรงเลือกเป็นองค์อุปถัมภ์ของพระองค์เอง ท่านเป็นนักบุญในสมัยศตวรรษที่ 13 ผู้เรียกพี่น้องมนุษยชาติที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เข้าร่วมสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า พระสันตะปาปาทรงยืนยันว่าการรับรู้และเข้าใจว่าการทรงสร้างเป็นของขวัญจากพระเจ้า เรียกร้องเราให้มีทัศนคติของความรักเอื้ออาทรด้วยใจกว้าง (LS 220) และเรียกร้องเราไปสู่การไตร่ตรองในเรื่องนี้ด้วย พระองค์ทรงดำริว่า “ชีวิตของมนุษย์อยู่บนความสัมพันธ์พื้นฐาน 3 ประการที่เชื่อมโยงกันคือ ความสัมพันธ์กับพระเจ้า กับเพื่อมนุษย์ และกับโลก” (LS 66)  และในที่เดียวกันนี้ เราได้ยินเสียงสวดรำพึงของบทภาวนาของนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

3. บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน ระบบนิเวศองค์รวม ภราดรภาพของมนุษย์ และความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน (Common home, Integral ecology, Human fraternity and solidarity)

ในพระสมณสาส์นขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ทรงแนะนำแนวคิดเรื่อง “นิเวศวิทยาองค์รวม” อันเป็นวิสัยทัศน์และกุญแจสำคัญในการค้นพบอีกครั้งหนึ่งถึงความสัมพันธ์ของเรากับการทรงสร้างและความจำเป็นในการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพและดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงให้กับอนาคตของชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็น “บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน” นับเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาที่ได้รับการยืนยัน พระสมณสาส์นเสนอให้มองหากระบวนทัศน์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป (เทียบ LS 108) โดยคำนึงว่าการพัฒนาเป็น “การพัฒนามนุษย์และการพัฒนาแบบองค์รวม”  ทั้งนี้มิใช่เพื่อหยุดยั้งเศรษฐกิจ แต่เพื่อส่งเสริมการแสวงหาหนทางสำหรับกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งเคารพธรรมชาติและศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วย นี่คือการกลับใจทางนิเวศวิทยาที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงวิงวอนขอจากพวกเรา การคืนดีกับสิ่งสร้างและระหว่างสิ่งสร้างทั้งหมด และการค้นพบความงามและพรสวรรค์ของทุกคนอีกครั้ง เป็นการเปิดห้วงเวลาสำหรับความหวัง สติปัญญา และความโอบอ้อมอารีที่มีให้แก่กันและกัน

ระบบนิเวศปกป้องธรรมชาติ แต่ยังส่งเสริมมนุษย์ด้วย มันเป็นวิธีการรับรู้ว่าเราร่ำรวยไปด้วยกันเมื่อเราแบ่งปันศักยภาพและความสามารถให้แก่กัน และเราก็จะยากจนแร้นแค้นจริงๆ เมื่อมีคนถูกกีดกัน ถูกทำร้าย หรือถูกทอดทิ้ง ทั้งสองมิติของระบบนิเวศแสดงให้เห็นถึงวิถีทางที่เต็มไปด้วยความเคารพต่อธรรมชาติ ต่อสรรพสิ่งทั้งมวล และต่อมนุษย์แต่ละคน

พระสันตะปาปาฟรังซิสทรงชี้ให้เห็นบ่อยครั้งว่าวิกฤตการณ์ต่างๆ ในหลายส่วนของโลกมีความเชื่อมโยงกัน วิกฤตการณ์ทางระบบนิเวศและการเงินมีผลกระทบทางสังคมอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่วิกฤตด้านสุขอนามัยก็มีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายเช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการเสวนาระหว่างผู้มีส่วนร่วมทั้งภายในและระหว่างประเทศต่างๆ นิเวศวิทยาและการศึกษา สุขภาพและการดูแลเอาใจใส่ ความยุติธรรมและความสงบสุขเชื่อมโยงกันเป็นความห่วงใยอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นคือ อนาคตของบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันและมนุษยชาติของเรา เรารู้ว่าการดูแลส่วนหนึ่งส่วนใดของสิ่งสร้าง คือการดูแลเอาใจใส่สิ่งสร้างทั้งหมด

4. ชีวิตจิตของชาวสะมาเรียผู้ใจดี (The spirituality of the Good Samaritan)

ระบบนิเวศเป็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย เป็นความปิติยินดีที่มีการแบ่งปันสภาพความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกัน กล่าวได้ว่านิเวศวิทยาและภราดรภาพต้องเติบโตไปด้วยกัน วิธีการทำงานร่วมกันของเราต้องสะท้อนถึงความคิดที่ว่าแต่ละคนสามารถที่จะให้ และในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะเรียนรู้จากผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน เมื่อเราส่งเสริมความดีของผู้อื่นดังที่เป็นอยู่ เราก็เปิดใจรับการสอนจากกันและกัน นั่นคือความรักอันเป็นสากลที่เราต้องปลูกฝังเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กัน นั่นจึงทำให้เกิดมิตรภาพทางสังคมที่ไม่กีดกันใครและความเป็นพี่น้องกันที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

ในคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่องค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเลือกให้เป็นเนื้อหาอ้างอิงหลักในสมณสาส์นฉบับล่าสุดของพระองค์ที่มีชื่อว่า “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (Fratelli Tutti) เกี่ยวกับภราดรภาพและมิตรภาพทางสังคม พระสันตะปาปาทรงเน้นว่า บางครั้งเราเป็นขโมยและโจร บางครั้งเราเป็นผู้บาดเจ็บ บางครั้งเราก็เป็นคนที่ไม่อยากหันไปเหลียวดูผู้ตกทุกข์ข้างทาง และบางทีเราก็เป็นชาวสะมาเรียผู้ใจดี มีความเมตตาและเปี่ยมไปด้วยความรัก เราคุ้นเคยกับคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี แต่พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ประทานความเข้าใจใหม่แก่เรา พระองค์ทรงนำเสนอ “ชาวสะมาเรียผู้ใจดี” ผู้เป็นแบบอย่างของความรักอันเป็นสากลนี้ ซึ่งมองดูคนแปลกหน้าและไม่ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนแปลกหน้าอีกต่อไป แต่ในฐานะที่เป็นพี่น้องกัน  อาศัยการนำผู้บาดเจ็บคนนั้นไปที่โรงแรม ชาวสะมาเรียได้เชื้อเชิญเจ้าของโรงแรมให้เข้าร่วมในความรักสากลนี้ ชาวสะมาเรียผู้ใจดีใช้ทรัพย์ส่วนตัวของเขาและสัญญาว่าจะชำระให้เพิ่มเติมหากมีค่าใช้จ่ายที่เกินไปจากจำนวนเงินที่ได้มอบให้ไว้!

5. เสียงก้องกังวานในงานอภิบาล: การสร้างชุมชนแห่งการเอาใจใส่ดูแลกันด้วยความร่วมไม้ร่วมมือและในแนวทางของการก้าวเดินไปด้วยกัน (Some Pastoral Echoes: building communities of care collectively and in a Synodal approach)

คุณพ่อ Paul Moonjely ผู้อำนวยการคาริตัสอินเดียได้รับคำเชิญให้จัดเตรียมข้อมูลเชิงอภิบาลสำหรับการไตร่ตรองนี้ คุณพ่อได้ให้ข้อสังเกตอย่างถูกต้องว่า จากการตื่นตัวในเรื่องระบบนิเวศองค์รวมและภราดรภาพสากล พวกเราได้ถูกเชื้อเชิญให้ร่วมดำเนินการเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และความเป็นชุมชนที่ร่วมไม้ร่วมมือกัน เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวและการมีส่วนร่วมในการเดินทางก้าวเดินไปด้วยกัน สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบในงานอภิบาลของพระศาสนจักรที่จะตอบสนองต่อการเรียกร้องให้เริ่มดำเนินการในหนทางของการดูแลเอาใจใส่ต่อสิ่งสร้าง การเสวนาเพื่อสันติภาพ และความรักสากล การดูแลรักษาโลกที่เราอาศัยอยู่หมายถึงการดูแลเอาใจใส่ต่อตัวเองด้วยเช่นกัน ทว่าเราต้องนึกถึงพวกเรากันเองมากขึ้นเรื่อยๆ เสมือนเป็นครอบครัวหนึ่งเดียวกันที่อาศัยอยู่ในบ้านร่วมกันแห่งนี้ เราทุกคนหากมองในมิติที่หลายหลายก็กำเนิดมาจากครรภ์เดียวกัน และสิ่งนี้ควรนำไปสู่สามัญสำนึกในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเราที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จากประสบการณ์ของคุณพ่อ Moonjely ท่านจึงได้นำเสนอข้อคิดเชิงอภิบาลซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

5.1 ข้อเรียกร้องเพื่อการลงมือปฏิบัติ: จากท้องถิ่นสู่ระดับโลก (A Call for Action: from Local to Global)

ความสัมพันธ์แบบภราดรภาพที่นำไปสู่นิเวศวิทยาองค์รวมควรชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศ ความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม และการเสวนาอย่างสร้างสรรค์ ทุกการกระทำควรเริ่มต้นจากบริบทของท้องถิ่น ในวัฒนธรรมการเสวนาของชีวิต พร้อมด้วยวาระที่ครอบคลุมอย่างมีส่วนร่วมและอยู่ในจิตวิญญาณของการเกื้อหนุนกัน ผู้คนต้องได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อพวกเขา รวมทั้งเรื่องที่พวกเขาถือว่ามีความสำคัญ

5.2 ฝ่ายสังคมระดับวัด (หรือคาริตัสวัด) สำหรับการดำเนินงานตามบริบทท้องถิ่น (Parish Caritas for localized Actions)

คาริตัสวัดควรถูกมองว่าเป็นแนวทางการพัฒนางานอภิบาลเชิงสังคมจากล่างขึ้นบน ผ่านการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพและมีชีวิตชีวาระหว่างสมาชิกทุกคนในชุมชน (ฆราวาส เยาวชน บรรดาสตรี นักบวชและพระสงฆ์) ในฐานะกลไกเชิงสถาบัน คาริตัสวัดช่วยให้ชุมชนพระศาสนจักรท้องถิ่นดำเนินชีวิตตามพระวรสารที่เรียกร้องให้มีความรักต่อเพื่อนบ้านอย่างเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ อาศัยการรับใช้กัน การดูแลเอาใจใส่กันและกัน และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม คาริตัสวัดควรเป็นหน่วยงานอภิบาลเชิงสังคมที่ประสานการดำเนินงานต่างๆ ตามบริบทท้องถิ่น คาริตัสวัดจะสามารถช่วยชุมชนวัดในการกำหนดเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมด้วยแผนงานอภิบาลประจำปี

5.3 การศึกษาและการสอนคำสอนเชิงนิเวศวิทยา (Ecological Education and Catechesis)

ปัญหาทางนิเวศวิทยามีความเชื่อมโยงโดยธรรมชาติกับข้อความจริงทางศาสนาที่สำคัญที่สุดผ่านคำสอนของพระศาสนจักรที่สอนให้แก่กลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะ ให้กับครอบครัว ชุมชนคริสตชนย่อย โรงเรียน ฯลฯ  จำเป็นที่เราต้องใช้ทุกวิถีทางรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะกับเยาวชนในยุคดิจิทัลนี้ การศึกษาทางนิเวศวิทยาของเด็กและเยาวชนควรเป็นไปตามการหยั่งรู้ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเกี่ยวกับนิเวศวิทยา ภราดรภาพ และความงดงามที่รวมถึงสิ่งสร้างทั้งหมด จะต้องครอบคลุม อยู่ในลักษณะของการเสวนา นำไปสู่ความยั่งยืน เท่าทันเทคโนโลยี และน่าท้าทายเพียงพอสำหรับเยาวชนและเด็กในโลกดิจิทัลของเราในปัจจุบัน

5.4 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health and well-being)

ถือเป็นหน้าที่ในการอภิบาลของเราในการดูแลผู้ป่วยและผู้ทุพพลภาพ เนื่องจากสิ่งนี้ยังช่วยให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียวกับผู้สร้างและผู้ถูกสร้างด้วย ธรรมชาติให้อาหารมากมายสำหรับความต้องการของเรา มิใช่เพื่อความโลภของเรา มอบให้เพื่อเราแบ่งปัน และมิใช่เพื่อการเก็บสะสม งานกิจเมตตาของเรา (Diakonia) จำเป็นต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการแบ่งปันและการดูแลเอาใจใส่เพื่อตอบสนองต่อการเรียกร้องที่ระบุอยู่ในพระสมณสาส์น “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (FT)  และจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เราได้พบเห็นว่าหนทางยังคงอีกยาวไกลในการแก้ไขปัญหาการดูแลสุขภาพที่ส่งผลกระทบโดยเฉพาะต่อผู้สูงอายุและผู้ยากไร้

5.5 ชาวสะมาเรียคาริตัส (Caritas Samaritans)

          เมื่อบุคคลเข้ามาร่วมในการช่วยเหลือผู้อื่นที่ขัดสน พวกเขาเริ่มต้นกระบวนการของความเป็นพี่น้องกันและความยุติธรรมสำหรับทุกคน (fraternity and justice for all) ซึ่งเป็นสนามเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือเมตตาธรรมทางการเมือง (political charity) ที่มีพื้นฐานหรือมีจิตวิญญาณเมตตาทางสังคมที่มุ่งสู่ความดีส่วนรวม (FT 180) ชาวสะมาเรียคาริตัสต้องได้รับการส่งเสริม กระตุ้นให้กำลังใจ และเสริมพลัง โดยเฉพาะบรรดาอาสาสมัครของเรา

5.6 การรณรงค์เพื่อการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Campaigns for Participatory Actions)

การรณรงค์ต่างๆ นำเสนอโอกาสในการชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการและความคิดริเริ่มในการดูแลสิ่งสร้างและการหล่อเลี้ยงมนุษยชาติ การรณรงค์เป็นวิธีการสร้างความร่วมมือและระดมผู้คนในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น การรณรงค์สามารถนำไปสู่การดำเนินการที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมชุมชนวัดสีเขียว (Green Parishes) และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructures) เพื่อการอนุรักษ์และการพิทักษ์รักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบท การรณรงค์เหล่านี้สนับสนุนการดำเนินการที่ทำให้เกิด “สวนเอเดน” อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติในการส่งเสริมการทำเกษตรในครัวเรือน (Family Farming) สวนเอเดนดึงดูดผู้คนตั้งแต่แรกเริ่ม พระวาจาของพระเจ้ากล่าวถึงสวนเอเดนในหลายๆ ที่ว่าเป็น “สวนของพระเจ้า” หรือ “สวนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (อิสยาห์ 51:3) ถึงเวลาแล้วที่จะลงมือเพาะปลูกอาหารที่เรากิน เพื่อให้มีอาหารปลอดภัย เพื่อลดระยะทางของอาหารที่ต้องเดินทางไปสู่ผู้คน ฯลฯ ที่ดินที่แต่ละครอบครัวครอบครอง ทั้งของวัดและของสถาบันทางศาสนา สามารถถูกใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชผลและทำการปศุสัตว์ที่หลากหลายได้ ต้นแบบจำนวนมากมายดังกล่าวสามารถพัฒนาต่อยอดได้เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการของครัวเรือนและชุมชน การใช้ตรรกะเดียวกันนี้ การรณรงค์สามารถกระตุ้นให้เราเข้าร่วม “การอด ลด ละ เลิกคาร์บอน” (carbon fast) กิจกรรมในแต่ละวันของเรานำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนฟุตพริ้นท์เฉลี่ยของแต่ละคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง คือ 10 ตัน ในขณะที่ในพื้นที่ชนบทมีค่าเฉลี่ยเพียง 2 ตันต่อคนเท่านั้น การอด ลด ละ เลิกคาร์บอนสามารถหยิบยื่นวิธีการมากมายสำหรับเราในการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศและสามารถมีส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้บ้างในเวลาเพียง 40 วัน

6. บทสรุป (Conclusion)

          นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปา ทรงเรียกร้องให้มีการสร้างสรรค์งานเมตตากิจแบบใหม่ (อ้างอิง พระสมณสาส์น “สู่สหัสวรรษใหม่” ข้อ 50) การรณรงค์นี้มอบโอกาสที่สำคัญให้กับคาริตัสในการสร้างสรรค์การปฏิบัติตามพันธกิจที่ได้รับมอบหมายให้สหพันธ์ฯ ของเรา ในฐานะที่เป็นเครื่องมือของงานอภิบาลเชิงสังคมของพระศาสนจักรสากล และสำหรับการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ของกรอบยุทธศาสตร์ของเราที่ว่า “ครอบครัวมนุษย์หนึ่งเดียว เพื่อบ้านหนึ่งเดียวที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน” (One Human Family, One Common Home) กรอบยุทธศาสตร์นี้ได้รับการพัฒนาผ่านมุมมองของพระสมณสาส์น “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” (Laudato Si) และพระสมณสาส์นเตือนใจ “ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร” (Evangelii Gaudium) และได้รับการสนับสนุนโดยพระสมณสาส์น “เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (Fratelli Tutti)

ชีวิตที่ยึดมั่นในคุณค่าของการดูแลเอาใจใส่และภราดรภาพ ทั้งต่อสิ่งสร้างและต่อเพื่อนมนุษย์ของเรา ให้คุณลักษณะแก่ความหมายของชีวิตและประกาศความยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้สร้าง “ท้องฟ้าประกาศพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า แผ่นฟ้าบอกเล่าผลงานจากพระหัตถ์ของพระองค์” (สดุดี 19:1) เราควรจดจำไว้เสมอว่าเรารับใช้พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ผู้รังสรรค์สรรพสิ่งของโลก และสามารถนำเราไปสู่การนมัสการผ่านการชื่นชมบรรดาสิ่งที่งดงามตระการตามากมายที่พระองค์ทรงสร้าง การไตร่ตรองเหล่านี้สามารถสรุปได้ด้วยบทสวดมนต์ของชาวฮินดูที่กล่าวว่า “ โลกาญ สมัฏฐาน สุขิโน ภะวันตุ” ซึ่งแปลว่า “ขอให้โลกทั้งโลกมีความสุข”

โดย มงซินญอร์ Pierre Cibambo

CI Ecclesiastical Assistant